เนเมซิสดาวคู่มหาภัย

  จากการที่นักวิทยาศาสตร์ตรวจสอบประวัติการสูญพันธ์พบสถิติที่น่าสนใจคือ การสูญพันธ์ครั้งใหญ่แต่ละครั้งในอดีตที่ผ่านมาไม่ใช่เหตุการณ์บังเอิญหรือเหตุการณ์ที่มีระยะเวลาการเกิดไม่แน่นอน แต่กลับเป็นพบว่ามีการกำหนดระยะเวลาเป็นคาบที่แน่อนและคาดเดาได้ โดยมีตัวเลขที่ทุก 26 ล้านปี นั่นหมายความต้องมีบางอย่างที่เป็นตัวส่งผลกระทบที่เกี่ยวพันกับเหตุการณ์ทุก 26 ล้านปีนี้แน่นอน ซึ่งเหตุการณ์สูญพันธ์ครั้งใหญ่ที่ว่านี้คือผลกระทบจากฝูงดาวหางจำนวนมากที่พุ่งเข้ามาชนโลกนั่นเอง ทีนี้ก็ต้องมารู้จักธรรมชาติของดาวหางกันก่อน

     ดาวหาง (Comet) จะว่าไปมันก็ไม่ต่างจากสิ่งที่เราเศษหินเศษซากน้ำแข็งหลากหลายขนาดที่ลงเหลือจากการก่อตัวระบบสุริยะ เกือบทั้งหมดโคจรรอบดวงอาทิตย์เป็นกลุ่มใหญ่ห่อหุ้มเป็นทรงกลมอยู่รวมกันบริเวณขอบนอกสุดของระบบสุริยะที่ระยะประมาณ 1.3 ปีแสงจากดวงอาทิตย์หรือนับเป็นระยะทาง 1 ใน 4 ของระยะทางไปถึงดาวกฤษ์ที่ใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุด ซึ่งมีจำนวนมากจนหากมองจากระยะไกลแล้วจะเห็นเป็นเหมือนเมฆหมอกที่ห่อหุ้มระบบสุริยะอยู่ เราจึงเรียกอาณาบริเวณกันไกลโพ้นนี้ว่า "เมฆออร์ต" (Oort Cloud) และถึงแม้ว่าในเมฆออร์ตจะมีดาวหางเป็นจำนวนมากเรือนหมื่นล้านดวง แต่ก็มีเส้นทางโคจรที่แน่นอน นั่นหมายความบางดวงที่วิ่งเข้ามาในระบบสุริยะชั้นในได้นั้นก็ต้องได้รับการรบกวนจากอะไรบางอย่างที่มีอำนาจดึงดูดสูงมากผ่านเข้ามาในบริเวณเมฆออร์ตส่งดาวหางออกนอกเส้นทางหลุดเข้ามาหาดวงอาทิตย์ซึ่งก่อนจะถึงดวงอาทิตย์ ก็แน่นอนว่าต้องมีโอกาสผ่านดาวเคราะห์ทั้ง 8 ด้วยเป็นเหตุให้เกิดการสูญพันธ์ครั้งใหญ่จากเหตุดาวหางชนโลกถ้ามันชนโลกของเรา ดังที่เกิดขึ้นแล้วกับไดโนเสาร์และอีกหลายครั้งก่อนหน้านั้น

 

ภาพอธิบายตำแหน่งของเมฆออร์ต ส่วนวงโคจรสีแดงคือวงโคจรของดาวเชดนา

     ข้อมูลที่น่าสนใจที่ทำให้เกิดทฤษฎีนี้เป็นเพราะพบว่าดาวหางที่ออกนอกเส้นทางเข้ามาหาเรานี้ออกมาจากบริเวณกระจุกเดียวกันราวกับว่ามีบางอย่างตรงนั้นมากระตุ้นหรือผลักออกมา ดังนั้นคิดได้สิ่งเดียวต้องเป็นดาวอะไรสักดวงที่มีขนาดใหญ่และมีอำนาจดึงดูด ซึ่งคิดได้เพียงสองอย่างคือ มีดาวเคราะห์ขนาดใหญ่อีกดวงที่มีวงโคจรอยู่ถัดไปจากเมฆออร์ตแต่มีบางช่วงที่ตัดผ่านเข้ามาด้านในเมฆออร์ต กรณีนี้มีความเป็นไปได้ต่ำเพราะว่าถ้าหากมีจริง นาซ่าก็คงจะตรวจพบแล้ว ส่วนอีกกรณีที่มีความเป็นไปได้มากกว่าคือการมีอยู่ของดาวคู่ของดวงอาทิตย์ หรือทฤษฎี "ดาวเนเมซิส" และเนเมซิสนี้ก็มีเส้นทางโคจรในบางช่วงที่ตัดผ่านเมฆออร์ตเป็นเหตุใหผลักดันรบกวนฝูงดาวหางผู้รักสงบจำนวนหนึ่งหลุดออกจากเส้นทางปกติและตกอยู่ภายใต้อิทธิพลแรงดึงดูดของดวงอาทิตย์ ทำให้ฝูงดาวหางมหาภัยนี้วิ่งตรงเข้าสู่ระบบสุริยะชั้นในทุกครั้งที่เนเมซิสมาถึงเมฆออร์ต ซึ่งจากคาบการสูญพันธ์ครั้งใหญ่ที่มีทุก 26 ล้านปีมันก็เป็นระยะเวลาที่มีความสอดคล้องกับเส้นทางและขนาดรัศมีโคจรรอบดวงอาทิตย์ของดาวที่จะเป็นเนเมซิสนี้ที่จะมีวงโคจรที่กว้างใหญ่มากพอดีเช่นกัน  

 

ระบบดาวคู่ที่รัศมีโคจรจะขึ้นกับขนาดของทั้งสองเปรียบเทียบกัน

 

    ทำไมต้องเป็นดาวคู่ ?   อันที่จริงแล้วดาวกฤษ์ทั่วไปส่วนใหญ่เป็นระบบดาวคู่ ซึ่งก็คือระบบที่ดาวสองดวงโคจรรอบกันและกัน ถ้าหากดาวทั้งคู่มีขนาดเท่ากันวงโคจรก็จะเป็นวงกลมรอบกันและกันที่รัศมีเท่ากัน แต่ถ้ามีดวงใดเล็กกว่า ดวงที่เล็กกว่าจะมีวงโคจรรอบอีกดวงที่กว้างกว่าตามหลักโมเมนตัม เหมือนกับที่โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ ซึ่งที่จริงแล้วดวงอาทิตย์ก็โคจรรอบโลกด้วยเช่นกัน แต่ดวงอาทิตย์ใหญ่กว่าโลกมาก เราจึงดูเหมิอนดวงอาทิตย์แทบจะไม่ขยับไปไหนในขณะที่วงโคจรของโลกกว้างเป็นวงสิ่งรอบดวงอาทิตย์ชัดเจน แต่มันก็เกิดคำถามง่ายๆทันทีว่า ถ้าดวงอาทิตย์มีดาวคู่จริงๆ ทำไมเรามองไม่เห็นในเมื่อดาวคู่ก็เป็นดาวฤกษ์เช่นกันมิใช่หรือ แต่ดาวส่วนใหญ่เป็นดาวกฤษ์ตามที่เราเห็นมันมากมายบนท้องฟ้านั้นไม่ถูกต้องเสมอไป เพราะจริงๆแล้วดาวจำนวนมากเป็นดาวกฤษ์ที่เพิ่งดับใหม่ๆที่เรียกว่า "ดาวแคระแดง" มันเป็นดาวมืดที่แทบจะไม่เปล่งแสงเลยและมีขนาดเล็กกว่าครั้งที่ยังเป็นดาวกฤษ์เป็นสิบเท่า ในกรณีเราเชื่อว่าเนเมซิสก็เป็นดาวชนิดนี้ "ดาวแคระแดง" ที่มีขนาดเล็กกว่าดวงอาทิตย์ 10 เท่า เราจึงยังไม่พบมันจนถึงทุกวันนี้ ทำให้ทฤษฎีเนเมซิสก็ยังคงเป็นเพียงทฤษฎีที่น่าฟังที่สุดในตอนนี้ยังไม่มีข้อสรุปใดใดเกี่ยวสาเหตุของการผลักดาวหางออกมาจากจุดแคบๆเดียวกัน ขณะนี้ยาน New Horizons ของนาซ่าที่มีภารกิจการถ่ายภาพดาวพูลโตในระยะใกล้ขณะบินผ่าน และผ่านพูลโตออกไปสำรวจแถบไคเปอร์อีกจะอยู่ในระยะที่ใกล้เมฆออร์ตมากกว่าเครื่องมือสำรวจตัวใดในโลกนี้ บางทียานสำรวจขอบนอกระบบสุริยะลำนี้อาจมีคำตอบในเรื่องเนเมซิสก็ได้

 

    
















วิทยาลัยบัณฑิตเอเซีย
สถาบันในเครือ
เป็นสถาบันด้านการศึกษาและมูลนิธิ ศ.ดร.นพ.กระแส ชนะวงศ์ ก่อตั้งขึั้น สำหรับบริการด้านการเรียน ทั้งระดับประถม มัธยม และอุดมศึกษา รวมไปถึงศูนย์ฝึกอบรม ด้านการศึกษา มูลนิธิหมอกระแส ชนะวงศ์และสถาบันกระแสภิวัฒน์ เพื่อเป็นแหล่งเรียนแก่คนรุ่นหลัง